Train to Busan หนัง Road Movie ที่ซอมบี้ไม่น่ากลัวเท่าคน

        อย่างแรกที่อยากบอกคือ จริงๆ แล้ว Train to Busan (ผมว่านี่เป็นหนังเกาหลีไม่กี่เรื่องที่ไม่มีใครสนใจจำชื่อหนังภาษาไทยกัน) ไม่ใช่หนังซอมบี้ แต่เป็นหนังดราม่าที่มีแบ็คกราวนด์เป็นหายนะของเมืองใหญ่ โดยใช้ซอมบี้เป็นตัวสร้างสถานการณ์
เป็นดราม่าที่พูดถึง Dark side และ Bright side ของคน

        หนังเล่าเรื่องของชายหนุ่มนักธุรกิจพ่อลูกอ่อน ซอกวู (กงยู ที่เราคุ้นเคยจาก Coffee Prince) ที่มีปัญหาในชีวิตสมรสที่ค่อนข้างง่อนแง่นกับภรรยา และต้องดูแลลูกสาว ซูอา (อาน คิมซู)

ในวันเกิดของเธอ สิ่งที่เธออยากได้คือการได้ไปหาแม่ของเธอที่ปูซานและแน่นอนตามสเตปหนังดราม่าสถานการณ์บีบคั้นพระเอกคือตัวละครหลักที่จะมีพัฒนาการในระหว่างการดำเนินเรื่อง

รีวิว Train to Busan: รถไฟขบวนด่วน ปะทะ ซอมบี้เกาหลีความเร็วสูง ...

ถ้าจะว่าไปแล้วจะบอกว่า Train to Busan เป็นหนัง Road movie เรื่องหนึ่งก็ไม่น่าจะผิดหนังแนวนี้คือหนังที่ตัวละครซักตัวหนึ่งหรือหลายตัว ต้องออกเดินทางโดยมีเป้าหมายบางอย่างแล้วระหว่างทางนั้น สถานการณ์ต่างๆ เริ่มกล่อมเกลาให้ตัวละครนั้นได้เรียนรู้บางอย่าง จนไปถึงจุดหมายปลายทาง แล้วตัวละครตัวนั้นจึงเปลี่ยนแปลงไปยกตัวอย่างหนังประเภทนี้ เช่น Little Miss Sunshine, Sideways หรือเมื่อไม่นานมานี้ อย่าง The Secret Life of Walter Mittyเพียงแต่ว่าหนังพวกนั้นมาในอารมณ์ดราม่าที่ฟีลกู๊ดและมีความเป็น comedy อยู่ในตัวแต่ Train to Busan มาในอารมณ์ดาร์คๆ และกดดัน

ประโยคจากหนังที่ฝังหัว on Twitter: "Train To Busan (2016) หนัง ...

ส่วนของความเป็นแอคชั่นของหนัง ซึ่งยกมาเป็นจุดขายแรกของการทำพีอาร์นั้น ถือว่าทะลุปรอทได้เลย นี่เป็นหนังที่ตอบโจทย์ของความมันส์ระดับใกล้เคียงกับหนังอย่าง Speed ได้สบายๆ

         อย่างที่หลายๆ คนออกมายกย่องว่านี่เป็นหนังเกาหลีฟอร์มฮอลีวู้ดชัดๆช่วงเปิดตัวหนัง บางคนอาจจะบอกว่าเป็นช่วงที่อ้อยอิ่งที่สุดของหนัง แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวแล้ว เพราะหนังต้องการปูพื้นฐานของตัวละครหลักอย่างซอกวูให้เราเข้าใจว่าเริ่มต้นเขาเป็นคนยังไงและมันใช้เวลาเล่าเรื่องในระดับที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไปจริงๆ แล้ว 10 นาทีแรกมันคือช่วงคลื่นลมสงบก่อนที่จะมีพายุใหญ่นั่นเองพอหลังจากนั้นหนังไม่รอช้าในการเริ่มต้นสาดฉากลุ้นระทึกใส่เรา ในสถานการณ์บีบบังคับในสถานที่แคบๆ ตลอดทั้งเรื่องโดยมีจังหวะการเล่นกับความรู้สึก และการปล่อยฉากลุ้นให้เราได้อย่างพอเหมาะทีมเขียนบททำงานกันได้ค่อนข้างดีมากๆ จริงๆ

ในยุคหลังๆ มาหนังที่เกี่ยวกับซอมบี้มักแบ่งลักษณะซอมบี้ออกไปเป็นสองพวกพวกสายสโลว์ไลฟ์ ลาดพร้าว บางกะปี พวกนี้เคลื่อนไหวช้า กดดัน ใช้ปริมาณและสถานการณ์ที่ผิดพลาดของตัวละครผสมกัน เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์บีบคั้นกับอีกพวกหนึ่งคือพวกสายมอเตอร์เวย์ที่ไม่ใช่หน้าเทศกาลเป็นซอมบี้หน่วยเคลื่อนที่เร็ว แดกม้ามา พลังงานล้นเหลือถ้าผมจำไม่ผิด ยุคสมัยของซอมบี้เคลื่อนที่เร็ว เริ่มต้นจากหนังรีเมคผลงานของ George A. Romero เรื่อง Dawn of the Dead (ถ้าจำผิดต้องขออภัย) เป็นเรื่องแรกๆTrain to Busan เลือกที่จะใช้บริการซอมบี้มอเตอร์เวย์ เคลื่อนที่เร็ว ดุดันทรงพลัง และมีการเคลื่อนไหวแบบผีซาดาโกะและจูออนผสมกันผมว่าเป็นการตั้งโจทย์ของผู้กำกับที่ท้าทายเพราะหนังเล่าเรื่องในที่แคบเป็นหลักและให้ซอมบี้เป็นแบบเคลื่อนที่เร็วอย่างนี้ ต้องสร้างสถานการณ์ให้ตัวละครมีลุ้นแบบสมเหตุสมผลซึ่งผมว่าหนังสอบผ่านได้คะแนนเกือบเต็มเลยทีเดียว

Train to Busan – สนามอ่านเล่น

ส่วนเรื่องหลักของหนังในประเด็นดราม่านั้น คือสิ่งที่ควรได้รับคำชมมากที่สุด

ผมมองๆ ดูแล้วหนังแนวซอมบี้ดังๆ ของฝั่งฮอลลีวู้ดที่ผ่านมา แม้จะมีการใส่ดราม่าเข้ามาในเรื่องแต่ยังไม่ค่อยมีเรื่องไหนที่เล่นประเด็นดราม่าเป็นเรื่องหลักอย่างเรื่องนี้ ยกเว้นซีรีย์ยอดฮิตอย่าง The Walking Dead เท่านั้นผมชอบที่ผู้กำกับ (Yeon Sang-Ho) ตัดสินใจลดทอนความเป็นหนังซอมบี้ลง โดยการเลือกที่จะไม่นำเสนอจุดขายของหนังประเภทนี้คือฉากเลือดสาด โคลสอัพกับฉากทุบหัวแบะ ฟันแขนขาด กัดกระชากเนื้อหลุดออกไปเราจะรู้สึกตื่นเต้นกับความเป็นแอคชั่นหนีตายของหนังตลอดเรื่อง แต่เราจะไม่รู้สึกแหวะ หรืออี๋ปิดตา เหมือนหนังซอมบี้หลายๆ เรื่องที่ขายจุดนี้ทำให้แม้มันเป็นหนังที่เล่นฉากแอคชั่นเกี่ยวกับซอมบี้ แต่มันไม่ดึงอารมณ์ของหนังให้หลุดจากความเป็นดราม่าตื่นเต้นไปตลอดทั้งเรื่องหนังใส่ความสัมพันธ์ของตัวละคร การตัดสินใจ การเอาตัวรอด ด้านมืดและด้านสว่างของตัวละครเข้ามาเรื่อยๆแน่นอนที่พระเอกแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของคนที่เริ่มต้นจากการเป็นคนเห็นแก่ตัว และค่อยๆ ได้เรียนรู้ที่จะทำเพื่อผู้อื่น

Estación zombie: Tren a Busan | Netflix

ถ้าจะมีส่วนที่ผมหักคะแนนออกไปบ้าง คือ ตอนจบของเรื่อง ที่เป็นชะตากรรมของตัวละครตัวหนึ่งนั้น ผมว่าผู้เขียนบทหาทางออกให้เขาได้ยังไมสมเหตุสมผลเท่าไหร่ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่หนักหนาก่อนหน้านั้นที่ผ่านกันมาได้ กับสถานการณ์นี้ที่เขาเผชิญแล้ว มันดูอ่อนด้อยลงไปเห็นได้ชัด

เมื่อถึงตอนจบของหนังนั้น หนังได้บอกให้คนดูอย่างผมและทุกคนรับรู้ตรงกันว่าภัยพิบัติใดๆ ทีเ่ราเผชิญ ไม่เว้นแม้แต่ซอมบี้นั้น ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับมนุษย์ด้วยกันเองเลยมันเป็นอย่างนี้มาตลอดทุกยุคทุกสมัย ที่มนุษย์นั้นแหละที่ดีก็ได้ หรือจะร้ายก็ได้ ขึ้นกับเขาว่าจะเลือกเป็นแบบไหน

คะแนน 9/10

ติดตาม >> ผลบอล
ติดตาม >> ที่ท่องเที่ยว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here