Tick Tick BOOM ตำนานเจ้าพ่อมิวสิคัล

Tick Tick BOOM  เป็นเรื่องราวฉากหลังที่เกิดขึ้นในปี 1990 ของ จอน นักแต่งเพลงหนุ่มที่ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในนิวยอร์กไปด้วยในระหว่างที่เขียนผลงานที่เขาหวังว่าจะเป็นละครเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องต่อไปของอเมริกา ช่วงเวลาหลายวันก่อนที่เขาจะต้องเปิดแสดงผลงานของตัวเองที่อาจนำไปสู่การแจ้งเกิดหรือดับ จอนรู้สึกถึงแรงกดดันจากทุกด้าน

ไม่ว่าจะเป็น ซูซาน แฟนสาวที่วาดฝันอยากจะไปใช้ชีวิตนอกมหานครนิวยอร์ก หรือ ไมเคิล เพื่อนของเขาที่ละทิ้งความฝัน เพื่อหันไปเลือกทางเดินชีวิตที่มีความมั่นคงทางการเงิน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในหมู่ชุมชนศิลปิน ขณะที่เวลายังเดินต่อไปเรื่อยๆ จอนมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจเลือกและเผชิญกับคำถามที่ทุกคนต้องขบคิด นั่นคือ เราควรทำอย่างไรกับเวลาที่เหลืออยู่?

เผื่อว่าบางคนไม่รู้ว่านี่เป็นหนังที่เป็นเรื่องราวจริงในชีวิตของ “โจนาธาน ลาร์สัน” นักแต่งเพลงและนักเขียนบทละครเวทีชื่อดังระดับโลก เจ้าของผลงานละครบอร์ดเวย์เรื่องดัง “Rent” ที่ตีแผ่ชีวิตและสังคมของชาว LGBTQ ในยุคแรกๆ ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมกับทั้งสอดแทรกประเด็นทางสังคมในยุคนั้นออกมาได้อย่างดีล้นหลาม จนมีการจัดแสดงโชว์ต่อเนื่องมานับสิบๆ ปี

และไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นผลงานการกำกับหนังเรื่องแรกของเจ้าพ่อละครเพลงในยุคปัจจุบัน “ลิน มานูเอล มิแรนดา” ที่เรามักจะเห็นชื่อเขาบ่อยๆ เมื่อได้เห็นหนังมิวสิคัลเรื่องใหม่ หรือเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เขามักจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่หลายเรื่อง พร้อมกับได้ “สตีเฟ่น เลเวนสัน” ผู้ประพันธ์ ‘Dear Evan Jensen’ ฉบับละครเวทีมาดัดแปลงเขียนบทหนังเรื่องนี้ให้

ถือว่าเป็นผลงานการประพันธ์เพลงและบทละครเรื่องสุดท้ายที่ โจนาธาน ลาร์สัน ทิ้งเอาไว้ และได้นำมาพัฒนาสานต่อ กระทั่งกลายมาเป็นโชว์ที่บอร์ดเวย์ในอีก 6 ปีต่อมา หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตลงไป โดยเนื้อหาเป็นการผสมผสานระหว่างช่วงชีวิตของเขากับเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ ผ่านคาแรกเตอร์เพียงแค่ 3 ตัวละคร และในฉบับหนังก็ได้มีการตีความใหม่และกระจายบทออกไปได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

“แอนดรูว์ การ์ฟิลด์” มารับบทเป็น โจนาธาน ลาร์สัน ในหนังเรื่องนี้ที่ต้องยอมรับเลยว่า เขาสามารถแบกคาแรกเตอร์และแบกหนังทั้งเรื่องเอาไว้ได้สบายๆ ด้วยพรสวรรค์ทางการแสดงของเขา และอินเนอร์ที่ถ่ายทอดออกมาได้เข้ากับบทบาทนี้ได้อย่างดี มีทั้งมุมการแสดงสุดโต่งแบบแปลกๆ และมุมดราม่าซึมลึกที่เขาก็ยังบรรจงและบรรเลงบทนั้นออกมาได้อย่างทรงเสน่ห์

ต้องบอกเลยว่า ปี 2021 นั้นเป็นปีที่มีหนังเพลงและมิวสิคัลออกฉายหลายเรื่อง แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างทำผลลัพธ์ที่ล้มเหลวในด้านกระแส เช่นเดียวกับtick, tick…BOOM! ก็น่าจะเข้าข่ายแบบนั้นเหมือนกัน เพียงแต่หนังได้ภาษีที่ดีกว่าตรงที่กลายเป็นหมายตาและเต็งเป็นว่าที่หนังหวังรางวัลประจำฤดูกาลนี้อีกเรื่อง ไม่ใช่ว่าหนังไม่สนุกหรือไม่ดีอะไร แต่หนังค่อนข้างมีมุมมองและโทนที่เหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มอยู่สักหน่อย

สำหรับภาพรวมแล้วtick, tick…BOOM! ถือว่าเป็นหนังมิวสิคัลที่ทำออกมาได้จับใจ แม้ว่าหนังจะยังไม่ถึงกับทำออกมาได้สมบูรณ์ในทุกด้าน แต่องค์ประกอบหลายด้านในหนังถือว่าทำได้ดี ไม่ว่าจะองค์ประกอบฉาก องค์ประกอบศิลป์ ผนวกเข้ากับบทเพลงเพราะๆ และการแสดงของนักแสดงที่เข้าถึงบทได้ดี จึงกลายออกมาเป็นหนังร้องเพลงที่เต็มอิ่ม และพูดได้เต็มปากได้ว่า…ก็เหมาะกับการล่าสรางวัลอยู่

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here