Colin in Black and White นักอเมริกันฟุตบอลผิวสีที่กลายเป็นนักเคลื่อนไหว

Colin in Black and White ในภาพรวมแล้ว มินิซีรีส์กึ่งสารคดีชีวประวัติเรื่องนี้จะเน้นบอกเล่าเรื่องราวชีวิตในสมัยประถมและมัธยมของ โคลิน แคเปอร์นิค ซึ่งเป็นเด็กผิวสีที่ถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวคนผิวขาวมาตั้งแต่แรกเกิด แต่ระหว่างนั้นเขาต้องเผชิญหน้ากับปมหลายอย่างโดยเฉพาะการเหยียดสีผิว เชื้อชาติ ในขณะที่ความฝันในการเป็นนักกีฬาอาชีพ ในเกมอเมริกันฟุตบอล ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าเขาจะมีพรสวรรค์ในฐานะนักขว้างบอลที่เก่งกาจ โดยเขาประสบความสำเร็จมากในกีฬาระดับมัธยมจากการเล่นเบสบอลในตำแหน่งพิชเชอร์ หรือมือขว้าง แต่ความฝันแท้จริงของเขาคือการลงเล่นในตำแหน่งควอเตอร์แบ็ก หรือมือขว้างในอเมริกันฟุตบอลและลงแข่งใน NFL

ซีรีส์จะบอกเล่าเส้นทางของ โคลิน ที่เป็นคนผิวดำที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวคนผิวขาวและในสังคมคนผิวขาว ซึ่งตัวเรื่องโคลินมีการยกประเด็นการเหยียดสีผิวขึ้นมาตลอดเรื่อง และเล่าว่าเขาต้อเจออะไรแบบนี้มากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางร่วมกับทีมโรงเรียนไปแข่งในต่างเมือง พักในโรงแรมหรูกับพ่อแม่ แต่ก็ยังไม่วายถูกมองด้วยสายตาเชิงดูถูกจากคนภายนอกเป็นประจำ ซึ่งในเรื่องเน้นส่วนนี้เยอะมาก เรียกว่าโคลินเจอเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนสุดท้ายเลยก็ว่าได้ แต่ในเนื้อหาตอนสุดท้ายจะเน้นที่ความพยายามของโคลินที่มีครอบครัวคอยหนุนหลังในการออกไปแข่งโชว์ฝีมือ เพื่อหวังว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ จะให้ทุนนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลกับเขาในตำแหน่งมือขว้าง ซึ่งเขาได้รับความสนใจจากมหาวิทยาลัยในการให้ทุนกับเขาในการเล่นเบสบอลมากกว่า ทำให้เขาต้องอดทนรอคอยโอกาส

สำหรับตัวตนของ โคลิน แคเปอร์นิค ถือว่าเป็นนักกีฬาคนดังที่มีชื่อเสียงมากใน NFL เขาร่วมทีมกับ ซานฟรานซิสโก 49 เป็นเวลา 6 ฤดูกาล แม้ว่าจะยังไม่เคยได้แหวนซุปเปอร์โบว์ลมาครองก็ตาม แต่ก็ได้เข้าชิงแชมป์ซุปเปอร์โบว์ลมาแล้ว แม้ว่าจะแพ้ไป เขายังเป็นคอวเตอร์แบ็กที่ทำสถิติการขว้างและวิ่งในเกมเดียวในระดับสูงเอาไว้ด้วย แต่หลังจากนั้นอาการบาดเจ็บก็ทำให้ผลงานของเขาดรอปลงเรื่อยๆ

ในช่วงปลายอาชีพ ทีมไม่ได้ต่อสัญญากับเขา แต่แล้วสื่อหลักในสหรัฐก็ได้กลับมาให้ความสนใจเขาอีกครั้ง เมื่อในปี 2016 เขาได้แสดงจุดยืนในการต่อต้านเรื่องการเหยียดสีผิว แล้วเลือกนั่งคุกเข่าอยู่เฉยๆ โดยไม่ยืนขึ้นมาทำความเคารพเพลงชาติสหรัฐอเมริกาที่จะเล่นขึ้นก่อนเกมการแข่งขันเป็นประจำ การกระทำของเขาเป็นที่วิจารณ์กันอย่างรุนแรงในสื่อสหรัฐและคนในวงการกีฬาและแฟนๆด้วย

กลายเป็นว่าหลังจากนั้นเกิดกระแสการนั่งคุกเข่าในเกมกีฬาของบรรดานักกีฬาผิวสีจำนวนมากในอเมริกันฟุตบอล ต่อมาก็ขยายไปถึงเกมฟุตบอลในยุโรป เพื่อเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์การต่อต้านเหยียดสีผิว

แต่ในมินิซีรีส์ ไม่ได้บอกเล่าประเด็นนี้ออกมาหรือขยายเรื่องนี้เท่าไรเลย ซึ่งนี่น่าจะสร้างความผิดหวังให้คนดูจำนวนมาก อีกทั้งตัวตนของ โคลิน ก็เป็นเรื่องช่วยไมได้ที่จะมีคนจำนวนหนึ่งมองว่าออกมาแสดงท่าทีเรียกร้องความสนใจจากสื่อ เพราะเส้นทางนักกีฬาของเขาไม่ได้โดดเด่นอีกแล้ว ในขณะที่การคุกเข่าของเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเรื่องกระแสต่อต้านการเหยียดผิว อีกทั้งกระแสนี้เกิดขึ้นแล้วต่อมาได้สร้างความรุนแรงและขัดแย้งในสังคมอเมริกัน แต่เมื่อถึงเวลาที่คนเอเชียในสังคมอเมริกันถูกทำร้ายจากกระแส Asian Hate ปรากฏว่าคนผิวดำเป็นกลุ่มหลักที่ออกมาทำร้าย เรื่องพวกนี้กลับไม่ได้ถูกนำมาทำให้เกิดการรณรงค์อะไร ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ที่หากบางคนพอดูซีรีส์กึ่งสารคดีเรื่องนี้แล้วจะไม่ได้รู้สึกอินไปกับสารที่โคลินต้องการสื่อออกมาก็เป็นได้

อันที่จริงแล้ว หากนี่ถูกปรับเป็นหนังวัยรุ่นแนว Coming of Age ซึ่งตัวซีรีส์เองก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งในการโฟกัสไปที่ความผูกพันระหว่างครอบครัวของโคลินกับพ่อแม่อุปถัมภ์ต่างสีผิว ในการผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จในเส้นทางนักกีฬาอาชีพ และแสดงถึงความพยายามที่จะเข้าหากันแบบกึ่งกลางของวัฒนธรรมคนผิวสี ซึ่งเป็นส่วนที่ซีรีส์บอกเล่าออกมาผ่านทางทรงผมของคนดำในตอนแรก บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นผลงานที่ให้แรงบันดาลใจที่ดีกว่านี้ก็ได้ แต่นี่ดูเหมือนว่าทุกอย่างไปไม่สุดสักทาง จะเป็นเรื่องแนวต่อต้านการเหยียดผิว มันก็บอกเล่าได้ไม่ดีและสุดโต่ง เหมือนต้องการให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนทั้งสองสีผิว ประมาณว่าพวกคนผิวขาวที่ไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว นอกจากพ่อแม่หรือเพื่อนๆและโค้ชของเขา ก็ช่างดูเลวร้ายไปซะหมด (แม้ว่าโคลินจะเจอเรื่องแบบนี้มาจริงก็ตามที)

อีกจุดที่ทำได้แย่คือ หนังขาดความกระชับของเรื่องราว มีจุดยืดไม่จำเป็นเยอะมาก เหมือนเรากำลังดูเรื่องราวที่เอาโคลินเป็นศูนย์กลางจักรวาล และความนึกคิดต่างๆของเขา ที่ราวกับว่าเขาคือหนึ่งในโชคร้าย ต้องเจอประสบการณ์เลวร้าย เต็มไปด้วยอุปสรรคชีวิต ทั้งที่หากดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วเราอาจจะรู้สึกว่าสิ่งที่เขาเผชิญนั้น มีนักกีฬาอเมริกันคนอื่นๆที่ต้องเผชิญหน้ามาหนักกว่ามาก จนบางทีดูแล้วก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ค่อยได้ให้แรงบันดาลใจมากนักอย่างที่ควร

แต่ถ้าหนังเรื่องนี้จะนำเสนอในมุมของความผูกพันระหว่างครอบครัวคนผิวสีและพ่อแม่อุปถัมภ์ผิวขาว ก็ถือว่าเป็นหนังที่ดีและน่าประทับใจเรื่องหนึ่งครับ

ภาพรวมแล้ว เป็นมินิซีรีส์ที่งานโปรดักชั่นดี แต่ในการเล่าเรื่องกลับทำได้ไม่สุดเท่าไหร่ในแต่ละประเด็น ทั้งที่มีวัตถุดิบที่ดีในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังดูจะมีความพยายามเชื่อมโยงเรื่องของโคลินกับสังคมอเมริกันแบบมึนๆงงๆ แทนที่จะไปเจาะประเด็นที่เขาทำไว้ในวัยหนุ่มมากกว่า แล้วยังถือว่านำเสนอภาพการเหยียดสีผิวในสังคมอเมริกันได้น่าดูชม แม้ว่าจะดูเหมือนต้องการเข้าข้างต่อคนผิวสีในอเมริกันได้สุดโต่งเกินไปหน่อยก็ตาม

ติดตามข่าวสารอื่นๆได้ที่ : https://proufago.com/

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here