Frozen 2 โฟรเซ่น 2 ผจญภัยปริศนาราชินีหิมะ – มหกรรมแฟนเซอร์วิสของดิสนีย์

         หลังปกครองเอเรนเดลให้สงบสุขมาเนิ่นนานจนกระทั่ง เอลซา(พากย์โดยอีดินา เมนเซล)ราชินีเอเรนเดลผู้มีพลังแห่งหิมะได้ยินเสียงพรากจากแดนไกลที่มาพร้อมภัยพิบัติครั้งใหญ่ต่อเอเรนเดล จนเธอ และอันนา (พากย์โดย คริสเตน เบล) น้องสาวของเธอ , คริสทอฟ (พากย์โดย โจนาธาน กรอฟ) , โอลาฟ (พากย์โดย จอช แกด) และสเวน จึงออกเดินทางเพื่อตามหาที่มาพลังของเอลซา และได้ล่วงรู้ความลับของตำนานความขัดแย้งระหว่าง เอเรนเดล กับ นอร์ธัลดรา ที่อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่คำตอบที่พวกเธอหาอยู่

 

แม้ถูกโซเชียลมีเดียวิจารณ์ยับ Frozen 2 ฮิตในจีนเฉือนภาคแรก

       หลัง Frozen สร้างปรากฎการณ์ไปทั่วโลกเมื่อ 6 ปีก่อนส่งผลให้ เอลซา และ อันนา กลายเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ยุคใหม่ที่ไม่ต้องรอพึ่งพาผู้ชายเหมือนในแอนิเมชันคลาสสิกของค่าย ที่สำคัญคือมันล้างอาถรรพ์และคำสบประมาทที่ว่า ดิสนีย์ ทำแอนิเมชัน 3 มิติไม่ได้ดีเท่าพิกซาร์ ไปได้แบบราบคาบจริง ๆ โดยยังคงเอกลักษณ์แอนิเมชันที่เล่าเรื่องด้วยมิวสิคัลและเพลงประกอบภาพยนตร์ก็ฮิตติดลมบนไปตามระเบียบ และเพื่อสานต่อเสียงเรียกร้องของแฟนคลับ (และรายได้มหาศาลที่จะหลั่งไหลมาสู่บริษัท) คริส บัค และ เจนนิเฟอร์ ลี จึงกลับมาสานต่อตำนานอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้งานยากเป็นเท่าทวี เพราะไหนจะต้องรักษาศรัทธาคนดูต่อหนังและตัวละคร Frozen อันเป็นที่รัก ไหนจะต้องทำเพลงประกอบภาพยนตร์ให้ได้มาตรฐานเหมือนเดิม ที่สำคัญคือการหาเรื่องราวที่ใช่สำหรับการต่อลมหายใจให้ เอลซ่า และ อันนา กลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้ง และก็ถือว่าโชคดีที่ความตั้งใจในการบ่มเพาะเรื่องราวและคุณภาพในการผลิตเกิดเป็นภาคต่อที่ถึงพร้อมด้วยความบันเทิงแบบจัดเต็มให้แฟนคลับได้ฟินกันทั้งเรื่องแบบนี้

 

Box Office: 'Frozen 2' Sets Thanksgiving Record, 'Knives Out ...

 

             สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ การที่ผู้สร้างก็รู้แหละว่าทำยังไงก็คงไม่ได้ดีกว่าภาคแรกอีกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาโฟกัสเลยคือการหาสูตรสำเร็จที่แฟน ๆ น่าจะชอบประหนึ่งไปนั่งอ่านรีวิวจากคนดูแล้วลิสต์มาเขียนบทเลย เริ่มจากการให้ เอลซา ปล่อยพลังมากขึ้น ซึ่งคราวนี้คุณเธอก็ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรอีกแล้วแถมยังมีโอกาสได้ปล่อยนำ้แข็งกันแบบ ฮีโรค่ายมาร์เวลยังอายม้วนต้วน ตั้งแต่ทอดสะพานน้ำแข็งบนทะเลที่เราได้เห็นตัวอย่างแล้ว เธอยังตะบี้ตะบัน “แช่แข็ง” มันทุกอย่างที่ขวางหน้าทั้ง ไฟป่า ทั้ง “ปั้นน้ำเป็นตัว” ด้วยตรรกะ “น้ำมีความทรงจำ” เพื่อให้เห็นอดีตและไขปริศนา

 

รีวิว Frozen 2: โฟรเซ่น ผจญภัยปริศนาราชินีหิมะ – KWANMANIE

 

หรือกระทั่ง โอลาฟ ที่คราวนี้ก็มีบทบาทมากขึ้น แถมเรายังใช้คำว่าขโมยซีนได้ลำบากเหลือเกิน เพราะเหมือนบทเขียนมาให้ซีนนางแบบจงใจมาก ซึ่งตรงนี้ถ้าใครชื่นชอบโอลาฟ ก็คงฟินลึ่มกันเลยทีเดียว ทั้งมีเพลงที่น่าจะฮิตต่อไปอย่าง When I am older  หรือ Something never change ที่ร้องร่วมกับตัวละครอื่น ๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับในเสน่ห์การพากย์และร้องเพลงของ จอช แกด ที่ทำให้เจ้ามนุษย์หิมะเป็นขวัญใจคนดูได้ โดยมุกเด็ดภาคนี้คือมุก “ความเดิมตอนที่แล้ว”  ที่ต้องยอมในความ”กาว”ของคนเขียนบทจริง ๆ และถ้ายังคิวต์ไม่พอ ภาคนี้ยังเพิ่มน้อง “จิ้งเหลนไฟ” ที่ออกแบบได้น่าเอ็นดูแบบอยากกลับไปกอดจิ้งจกที่บ้านมาเรียกเสียง “งุ้ย” กันลั่นโรงแน่นอน

 

อยู่บ้านดูหนัง Disney นำ Frozen 2, The Rise of Skywalker มาลง ...

 

           และแน่นอนอีกองค์ประกอบของแอนิเมชันมิวสิคัลแบบดิสนีย์ คือเพลงประกอบภาพยนตร์ ยอมรับนะครับว่าเพลงเปิดตัวอย่าง Into the Unknown  อาจยังไม่ติดหูเท่าไหร่ แถมยังพาลให้นึกถึง  Spechless  จาก Aladdin ที่ฉายไปก่อนอย่างช่วยไม่ได้ แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับในฝีมือทีมทำเพลงของ Frozen ที่ยังรักษามาตรฐานไว้ได้น่าชื่นชมทีเดียวทั้งมิวสิคัลอลังการที่ต้องอาศัยเสียงคอรัสหนัก ๆ ทั้งเพลง  All is Found หรือ  Show Yourself ที่ได้ฟังในหนังก็อดขนลุกตามไม่ได้ แต่ถ้าจะคิดว่าในหนังคงมีแต่เพลงมิวสิคัลอลังการขลัง ๆ แบบภาคแรกแล้วล่ะก็…คุณคิด….ผิด ! เพราะคราวนี้หนังยังอุตส่าห์เพิ่มความกาวด้วยการแต่งเพลงบัลลาดสไตล์จิ๊กโก๋อกหักอย่าง Lost In The Woods ให้ โจนาธาน กรอฟ ร้องเป็นตัวละครคริสทอฟ ในฉากที่เขาต้องพลัดพรากจากอันนา ด้วยดนตรีแบบบัลลาดร็อกที่ชวนให้นึกถึงเพลงร็อกช้า ๆ หวาน ๆ อกหัก ๆ ยุค 80s. แถมยังทำภาพเลียนแบบมิวสิกวีดีโอยุคนั้นทั้งให้ตัวละครเดินไปมาในป่า หรือการผสมภาพทั้งใบหน้าตอนร้องเพลงและทำอิริยาบถที่แสดงถึงอาการอกหักแบบชาวร็อก ก็นับว่าเป็นความสร้างสรรค์ของผู้สร้างที่ทำออกมาเรียกเสียงฮาและทำให้เพลงนี้น่าจะกลายเป็นเพลงสามัญประจำสมาร์ตโฟนได้ไม่ยากเลย

 

คิดว่าหลังจาก Frozen 2 แล้วยังควรจะมีภาคต่อของ Frozen อีกหรือไม่ ...

           กระนั้นหนังก็ยังมีจุดบกพร่องที่เห็นได้ชัด ๆ อยู่บ้างอาทิ การให้บทบาท อันนา ที่น้อยเกินไปจนแทบไม่มีความจำเป็นกับเรื่องราวไปกว่าพาร์ตโรแมนติกระหว่างเธอกับคริสทอฟ หรือความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ระหว่าง เอเรนเดล กับ นอร์ธัลดรา ที่เป็นหัวใจหลักของเรื่อง ตัวหนังก็ไม่กล้าลงลึกหรือขยี้ให้มากพอ เพราะกลัวเรื่องราวจะมืดหม่นเกินไปจนน่าเสียดาย เพราะเอาเข้าจริง..ปมขัดแย้งนี้แทบจะเป็นจุดเด่นของเรื่องราวเลยก็ว่าได้ แต่เรากลับเห็นแค่ภาพจากคำบอกเล่าของพ่อและตอนเฉลยที่มาที่ไปของเรื่องราว ซึ่งก็ไม่ได้ยากเกินคาดเดาเท่าใดนัก แต่ยังดีที่งานภาพของหนังที่อลังการมากขึ้นก็มีผลให้เกิดความประทับใจได้ไม่ยาก แม้โดยภาพรวมจะแทบลอกพิมพ์เขียวภาคก่อนมาเป็นฉาก ๆ ก็เถอะนะ

คะแนน 9.8/10

ติดตาม >> เกมฮิต
ติดตาม >>  Howto

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here